|
การเดินทางในครั้งนี้ เราเริ่มต้นกันที่หน้าบริษัทอาคเนย์ประกันภัย สีลม เรารอเพื่อนร่วมทีมอยู่จนถึง 7.30 น.จึงเริ่มออกเดินทาง ด้วยระยะเวลาการเดินทางที่ยาว เราได้เสียงของหนุ่ยคอยสร้างบรรยากาศไม่ให้เงียงเหงาไปตลอดทาง หากเอาคำพูดของหนุ่ยมาเรียงต่อกัน คงจะได้ระยะทางพอๆ กับกรุงเทพฯ ถึงเลย
พอถึงสระบุรี หนุ่ยขอลงไปถ่ายรูปทุ่งดอกทานตะวัน ตามที่ได้คุยอวดเพื่อนที่ทำงานไว้สักสองรูป แต่สองรูปของหนุ่ยกับสองรูปของพวกเราแต่ละคนก็กินเวลาไปกว่าสี่สิบนาที
เราแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านไก่ย่างบัวตอง แถวนั้นมีร้านขายไก่ย่างติดกันไปหมด คนแน่นเต็มทุกร้าน ส่วนร้านที่เรานั่งคนว่างพอดี ไก่ย่างก็รสชาดดีทีเดียว หลังจากอิ่นหนำสำราญท้องแล้ว เราจึงออกเดินทางต่อถึงจังหวัดเลย เราแวะจุดชมวิวที่ อ.ด่านซ้าย ถ่ายรูปกันสักพัก แล้วเลยไปเที่ยวชมวัดเนรมิตวิปัสสนา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดชมวิว มีคณะทัวร์ไปเที่ยวพอสมควร แต่ไม่ถึงกับแน่น รวมถึงมีนักเรียนอาสาสมัครมาทำหน้าที่เป็นม ัคคุเทศด้วย บรรยากาศโดยรอบ และในโบสถ์ตกแต่งได้อย่างสวยงาม เราถ่ายรูปกันไว้มากพอสมควร
หลังจากใช้เวลาถ่ายรูปอยู่ราว 1 ชั่วโมง เราก็มาถึงที่พักคือนาแห้วรีสอร์ท ตอนห้าโมงครึ่งพอดี อากาศที่นี่กำลังเย็นสบายไม่ถึงกับหนาวมาก เราขนของขึ้นบ้านพัก ซึ่งมีห้องนอนใหญ่ 2 ห้อง ซึ่งนอนได้ 3 คน กับ 2 ห้องนอนเล็ก ซึ่งนอนได้ 2 คน กับ 2 ห้องน้ำ ทริปนี้มีผู้หญิง 7 คน และผู้ชาย 3 คน รวมพี่คนขับรถด้วย ซึ่งลงตัวพอดีกับห้องพัก
ทุกคนตื่นนอนกันก่อน 6 โมงเช้า และแน่นอนหลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ถึงเวลาถ่ายรูป เพราะคณะของเราล้วนเต็มไปด้วยนางแบบทั้งนั้น อากาศที่เย็นสบายบวกกับบรรยากาศหมอกยามเช้า ก็เลยได้รูปมาอกพอสมควร
อาหารเช้าของเราวันนี้เป็นข้าวต้ม ปาท่องโก๋ พร้อมด้วยเครื่องดื่มชา กาแฟและโอวัลติน เรามาถึงโรงเรียนประมาณแปดโมงเช้า เพราะอยู่ไม่ไกลจากที่พักเรานัก ผ.อ.ไพจิตร ฉลาด และอ.จันทนา บุญสายัง คอยเราอยู่ก่อนแล้ว คณะแม่บ้านกำลังเตรียมอาหารกันอยู่ และนักเรียนแต่งตัวพร้อมแสดงวิ่งเล่นอยู่รอบๆ เด็กๆที่นี่หน้าตาน่ารักมาก ที่หน้าเวทีแสดงมีของแจกเต็มไปหมด บริเวณที่จัดงานดูเหมือนเป็นโรงอาหารของโรงเรียน ที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไปนัก พอดีกับจำนวนนักเรียน เราช่วยกันขนขนมไปวางบนโต๊ะ ในขณะที่อ.จันทนา ก็ง่วนอยู่กับเครื่องเสียง และคอยต้อนเด็กๆให้เข้ามานั่ง มีน้องนักเรียนสองคนมาร้องเพลงให้ฟัง และหลังจากนั้นก็เป็นการแสดงของกลุ่มเด็กๆ คือเต้นฮูล่าฮูก น่ารักมากๆ ซึ่งผมไม่คิดว่าเด็กเล็กขนาดนี้จะเต้นได้ เพราะผมเองยังทำไม่ได้เลย หลังจากการแสดงจบลงจึงเป็นการกล่าวเปิดพิธีอย่างเป็นทางการ หลังจากเสร็จในส่วนพิธีการ ก็เป็นการรับประทานอาหาร เป็นอาหารพื้นบ้าน เท่าที่สังเกตุสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับคนที่นี่ก็คือ ยอดผักกวางตุ้งลวกจิ้มน้ำพริกหนุ่ม แกงจืด หรืออาจเป็นต้มแซ๊บตามแบบของคนที่นี่ ในมื้อนี้มีตำถั่วด้วย แต่เค้าใส่ปลาร้า ผมจึงต้องขอสละสิทธิ์ ยังดีที่เค้าไม่ใส่ปลาร้าไว้ในน้ำพริกหนุ่ม จากนั้นอาจารย์ไพจิตรได้พาเราไปเที่ยวชม พระธาตุดินแทน อาจารย์เล่าว่าเดิมทีเป็นพระธาตุเล็กๆ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2147 แต่เพระสร้างไม่เสร็จ ชาวบ้านจึงทยอยนำดินไปถมเรื่อยมาจนเป็นเนินสูงอย่างทุกวันนี้ อาจารย์ยังเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุไว้พอสมควร โดยสังเกตุได้จากร่มขนาดเล็ก ที่ชาวบ้านนำมาปักไว้เป็นของแก้บน ซึ่งเป็นความเชื่อว่าจะช่วยปกป้องคุ้มกันภัย และอยู่ร่มเย็นเป็นสุข และก่อนวันเพ็ญเดือน 12 หนึ่งวันจะมีงานประจำปีและมีคนมาเที่ยวจำนวนมาก พวกเราขนดินกันคนละถังสองถังไปสักการะพระธาตุ
อาจารย์พาเรามาที่อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย ชื่อเดิมคืนอุทยานแห่งชาตินาแห้ว ซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนนี้ แต่เรายังไม่ได้ไปที่พัก เราไปแวะเที่ยวน้ำตกตาดเหือง ซึ่งอยู่ภายในอุทยานกันก่อน แล้วจึงเข้าที่พัก ตอนแรกเราคิกว่าจะน้องนอนเต๊นท์กัน เพราะที่พักเต็ม แต่แล้วอาจารย์ก็สามารถหาให้พวกเราจนได้ เป็นบ้านในอุทยานมี 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ โดยนอนได้ห้องละ 3 คน เครื่องทำน้ำอุ่นที่นี่เป็นแบบให้ก๊าซ เวลาใช้ต้องไปเปิดวาล์วแก๊สที่ด้านนอนก่อนเหมือนเวลาเปิดแก๊สที่บ้านเวลาทำกับข้าว ในขณะที่ใช้เราจะได้เห็นแปลวไฟในตู้ที่ติดผนังไว้พวยพุ่งอยู่ด้านใน และมีกลิ่นก๊าซในตอนแรก หากเราเปิดไฟแรงเกินไปไฟก็อาจจะพุ่งเลยออกมา จนทำให้ผนังดำเป็นรอยตามที่เราเห็น น่ากลัวอยู่พอสมควร คืนนี้เรานอนกันประมาณ 3 ทุ่ม เพราะหนุ่ยเสนอว่าจะไปภูเรือแต่เช้า พวกเราจึงตื่นกันตั้งแต่ตี 5 แต่กว่าจะออกเดินทางกันก็ปาเข้าไป 6 โมงกว่า พี่คนขับรถบอกว่าระยะทางประมาณ 37 กิโล แต่พวกเราก็หลงทางกัน กว่าจะไปถึงก็สายแล้ว จึงได้แต่ยืนถ่ายรูปอยู่หน้าป้ายทางขึ้น น่าเสียดายจริงๆ ที่ว่าน่าเสียดายไม่ใช่ไม่ได้ขึ้นภู แต่เสียดายที่เราน่าจะอยู่เที่ยวอุทยานที่เราพักน่าจะดีกว่า เพราะภายในอุทยานมีสถานที่น่าท่องเที่ยวอีกมากมาย แล้วจึงค่อยกลับ
ในเมื่อเราไม่ได้ขึ้นภูแล้ว ก็เลยหาอะไรทานแถวตลาดนั้นเป็นอาหารเช้า จึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่ก็ยังไม่ลืมแวะซื้อของฝากเป็นมะขาม กันคนละถุงสองถุง และแวะทานไก่ย่างเป็นอาหารกลางวันแล้วจึงเดินทางต่อ ถึงอาคเนย์ก็หนึ่งทุ่มพอดี
พรุ่งนี้วันอังคาร ยังมีงานรอพวกเราอยู่ สำหรับบันทึกนี้คงจบลงเพียงเท่านี้ และคงต้องรอปีหน้าสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป.....
แล้วเจอกัน..
|